โพสไบโอติก (Postbiotic) นวัตกรรมใหม่แห่งยุคอนาคต

โพสไบโอติก (Postbiotic) นวัตกรรมใหม่แห่งยุคอนาคต

เชื่อว่าหลายคนคงเคยได้ยินกันมาบ้างแล้วว่าภายในตัวเรา มีสิ่งมีชีวิตตัวเล็ก ๆ นับล้านล้านตัวอาศัยอยู่
โดยมีทั้งตัวที่ดีละไม่ดีปะปนกันไป แต่เพราะพฤติกรรมการทานบางอย่าง เช่น การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ น้ำอัดลม ของหวานของไขมันสูง หรือแม้แต่ความเครียด จึงทำให้จำนวนสิ่งมีชีวิตเล็ก ๆ เหล่านี้ลดลงทุกวันจนเป็นอาการป่วยที่เห็นได้ชัด อย่างอาการท้องเสีย ท้องผูก ลำไส้แปรปรวน ภูมิแพ้ สิวขึ้น หรือจะเป็นการมีกลิ่นปากกลิ่นตัวแรง
จึงจำเป็นต้องหาตัวช่วยมากำจัดปัญหาเหล่านี้ วิธีหนึ่งที่นิยมและเป็นกระแสที่กำลังมาแรง คือ การเติมจุลินทรีย์ตัวดีเข้าไปในร่างกายหรือที่เรียกกันว่า “โปรไบโอติก (Probiotics)” เป็นจุลินทรีย์ตัวดีที่มีชีวิตขนาดเล็ก พบได้ทั้งในคน สัตว์ และสิ่งแวดล้อม มีหน้าที่ช่วยย่อยและดูดซับสารอาหารในระบบทางเดินอาหาร สร้างเมือกเคลือบบริเวณผนังกระเพาะอาหารและลำไส้ให้แข็งแรง กระตุ้นให้มีการขับถ่าย และผลิตสารที่เป็นตัวประกอบของระบบภูมิคุ้มกัน
ทำให้ร่างกายแข็งแรง แต่เนื่องจากมันเป็นสิ่งมีชีวิต จึงต้องการอาหารเป็นพลังงานในการทำงาน จึงมี “พรีไบโอติก (Prebiotics)” คือ เส้นใยอาหารที่ได้จากผัก ผลไม้ ธัญพืช ถั่ว และผลไม้ ที่ร่างกายเราย่อยเองไม่ได้แต่เป็นแหล่งอาหารของโปรไบโอติก และได้โปรไบโอติกนี่แหละเป็นตัวย่อยให้ เป็นตัวที่เสริมให้โปรไบโอติกแข็งแรง ทำงานได้อย่างแข็งขัน และทำให้อุจจาระนิ่มอิ่มน้ำ สามารถขับถ่ายได้ง่ายขึ้น ซึ่งทั้งสองตัวนี้รวมกันแล้วจะเรียกว่า “ซินไบโอติก (Synbiotics)” แต่รู้ไหมจักรวาลจุลินทรีย์ไม่ได้จบแค่สามชื่อนี้ ยังมีบอสลับอีกตัวที่ขนาดเล็กกว่า ทำงานออกฤทธิ์เร็วแต่คนยังไม่ค่อยรู้จัก เพราะเป็นนวัตกรรมใหม่ที่กำลังจะมาในอนาคต นั่นก็คือ “โพสไบโอติก (Postbiotics)”

 

โพสไบโอติก (Postbiotics) คืออะไร ?

โพสไบโอติก คือ สารอาหารที่ได้จากกระกระบวนการหมักของจุลินทรีย์ชนิดดี พูดให้เข้าใจง่ายกว่านั้น คือ
เมื่อโปรไบโอติกกินพรีไบโอติกเข้าไปแล้วย่อยสิ่งที่กินเข้าไปออกมาเป็น โพสไบโอติก นั่นเอง มีหลายชนิดด้วยกัน เช่น กรดไขมันสายสั้น , ไลโปโพลีแซคคาไลด์ , เอมไซม์ , เปปไทด์ , มูโคเปปไทด์ (Mucopeptides) , เทโคอิค แอซิด (Teichoic acid) เป็นต้น ซึ่งโพสไบโอติกเหล่านี้นี่เองคือสิ่งที่เราต้องการเมื่อทานผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนประกอบของ
โปรไบโอติกหรือพรีไบโอติก เพราะว่าสารเหล่านี้มีประโยชน์กับสุขภาพของเรา แม้จะเป็นเชื้อที่ตายไปแล้วแต่สารที่เชื้อผลิตมานั้นยังคงอยู่ เป็นสิ่งที่ร่างกายของเรานำไปใช้ได้โดยตรง และเห็นผลได้รวดเร็ว

 

ประโยชน์ของ Postbiotics

1. ช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกัน
Postbiotics เช่น กรดไขมันสายสั้น สามารถกระตุ้นการผลิต T-cell ที่เป็นเซลล์ภูมิต้านทานชนิดหนึ่ง ช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันและป้องกันการติดเชื้อ เช่น โรคไข้หวัด โรคภูมิแพ้

2. ช่วยลดน้ำตาลในเลือด ป้องกันโรคอ้วน และลดความเสี่ยงโรคหัวใจ
การขาดสมดุลของจุลินทรีย์ในลำไส้มีส่วนทำให้เกิดโรคอ้วนและความต้านทานต่ออินซูลินที่จะให้เป็นโรคเบาหวานได้ Postbiotic ที่เรียกว่า Muramyl Dipeptide สามารถบรรเทาอาการแพ้น้ำตาลกลูโคส โดยเพิ่มความไวของการผลิตฮอร์โมนอินซูลิน จึงมีบทบาทสำคัญในการต่อสู้กับภาวะก่อนเบาหวานและโรคเบาหวานชนิดที่ 2 และ Postbiotic ประเภทกรดไขมันสายสั้น ช่วยลดน้ำหนักได้ โดยระงับสัญญาณความหิว ลดความดันโลหิตและยับยั้งยีนที่มีบทบาท
ในการผลิตคอเลสเตอรอล

3. ช่วยลดโรคที่เกิดจากทางเดินอาหาร ท้องร่วง การอักเสบ และเนื้องอก
คนที่มีอาการลำไส้แปรปรวน (IBS) และโรคลำไส้อักเสบ (IBD) หากได้รับโปรไบโอติก อาจไม่ได้รับประโยชน์จาก
โปรไบโอติกเท่าที่ควร เพราะเป็นช่วงที่ระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอลง อาจมีแก๊สท้องอืด การอักเสบ และไม่สบายท้อง
เล็กน้อย ดังนั้นการเสริมด้วย Postbiotics โดยตรง จะช่วยลดความถี่ในการเคลื่อนไหวของลำไส้ ลดท้องอืด
ลดอาการปวดท้อง ท้องผูก ท้องเสีย ป้องกันการอักเสบที่เกิดจากการติดเชื้อบางชนิด และอาจมีคุณสมบัติที่ช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตและการแพร่กระจายของเซลล์มะเร็งบางชนิด รวมทั้งเซลล์มะเร็งลำไส้และกระเพาะอาหาร

4. สนับสนุนระบบภูมิคุ้มกัน
หน้าที่หลักของ Postbiotics คือ การทำให้ลำไส้มีสภาพที่เอื้อต่อการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์ที่ดี ดังนั้นจึงช่วยต่อสู้กับการติดเชื้อและแบคทีเรียร้าย สำหรับผู้ที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง คนที่มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อง่าย ภูมิคุ้มกันอ่อนแอ หรือเด็กเล็ก โปรไบโอติกบางสายพันธุ์ส่งผลต่อการผลิตฮิสตามีนซึ่งเป็นระบบภูมิคุ้นกันที่สร้างขึ้นตามธรรมชาติ เมื่อฮิสตามีนเพิ่มขึ้นหลอดเลือดจะขยายจนทำให้เกิดอาการบวม อาการแพ้คัน หายใจลำบากได้ Posbiotics สามารถทนต่อยาได้ดีกว่ามาก และอาจลดการอักเสบที่เป็นปัญหาได้

5. อาจทนทานได้ดีกว่าโปรไบโอติก
เมื่อทานโปรไบโอติกเข้าไป จะเพิ่มจำนวนแบคทีเรียดีที่เป็นประโยชน์ในร่างกาย แต่อย่างไรก็ตาม บางคนอาจไม่สามารถทนต่อโปรไบโอติกได้ดี เช่น ผู้ที่มีระบบภูมิคุ้มกันที่ต่ำ ผู้ที่พึ่งผ่านการผ่าตัดมา เด็กเล็ก ๆ ดังนั้น Postbiotic อาจเป็นทางเลือกที่เหมาะสมกว่า

 

Postbiotics หาได้จากที่ไหน ?

เนื่องจากโพสไบโอติกทำงานร่วมกับโปรไบโอติก ดังนั้น การทานอาหารที่ช่วยเพิ่มโปรไบโอติกเข้าไปก็จะเป็นการเพิ่มโพสไบโอติกไปในตัว เช่น นมเปรี้ยว, โยเกิร์ต, กิมจิ, มิโสะ, แตงกวาดอง, คอทเทจชีส, คอมบูชา, น้ำส้มสายชูหมักจากแอปเปิ้ล, เทมเป้ เป็นต้น หรือจะเป็นการเติมพรีไบโอติกเพื่อให้โปรไบโอติกแข็งแรง เช่น เห็ด, หัวหอม,
หัวกระเทียม, กล้วย, ผลไม้ตระกูลเบอรี่, ผักชิโครี่, หน่อไม้ฝรั่ง, ต้นหอม, เมล็ดแฟลกซ์ และพืชตระกูลถั่ว เป็นต้น
แต่ง่ายกว่านั้นคือการเพิ่มโพสไบโอติกเข้าไปโดยตรง เช่น ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร “The NA Probalance Jelly”  Postbiotic ในรูปแบบของเจลลี่ ที่ผ่านกรรมวิธี Heat Sterilized ให้เหลือเพียง Postbiotic Bifidobacterium Longum BR-108 จำนวน 10,000 ล้านCFU ต่อ 1 ซอง ซึ่งเป็นปริมาณที่เพียงพอต่อการทานใน 1 วัน
และทนต่อกรดทนต่ออุณหภูมิ ไม่ต้องกังวลว่าจะไปไม่ทั่วถึงทั้งลำไส้ หรือการเก็บรักษา นอกจากนี้ยังผลิตและนำเข้าจากโรงงาน Fine Japan ประเทศญี่ปุ่น ที่ผลิตโดยเครื่องจักรแทบไม่มีแรงงานจากมนุษย์ จึงทำให้ไร้การปนเปื้อน ทานง่าย รสชาติอร่อย หอมกลิ่นโยเกิร์ต แถมยังช่วยปรับสมดุลการขับถ่าย ให้ขับถ่ายง่าย ไม่ปวดบิดท้องเวลาขับถ่าย และยังช่วยเสริมภูมิคุ้มกันให้ร่างกาย โดย Probalance Jelly 1 กล่อง เขามีถึง 20 ซอง แนะนำให้ทานต่อเนื่องทุกวันเพื่อสุขภาพที่ยั่งยืน

รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับโปรบาลานซ์

ในอีกไม่กี่ปีต่อจากนี้ Postbiotic น่าจะกลายเป็นองค์ประกอบสำคัญในการส่งเสริมสุขภาพโดยรวมต่อไปในอนาคต แต่สิ่งสำคัญคือ ไม่ว่าจะอาหารเสริมชนิดใด การพัฒนาสุขภาพควรควบคู่ไปกับการทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ การออกกำลังกาย หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่และดื่มมากเกินไป และนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ก็จะส่งผลให้สุขภาพโดยรวมของคุณดีขึ้น

ติดต่อเรา